.jpg)
ประวัติโดยย่อของโรงเรียนบ้านฝั่งแดง
1. สังกัด โรงเรียนบ้านฝั่งแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2
2. ที่ตั้ง หมู่ที่ 14 บ้านศรีวิไล ตำบลฝั่งแดง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู
3. ประวัติ ตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยมีนายมาวิน ธิโสภา ศึกษาธิการอำเภอหนองบัวลำภู เป็นประธานเปิดอย่างเป็นทางการ พื้นที่โรงเรียน เดิมมี 40 ไร่ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2527 นายบัวเรียน แสนบุตร พร้อมชาวบ้านบริจาคที่สาธารณะที่ติดต่อกับอาณาเขตโรงเรียนให้ เป็นสมบัติอีก 26 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา รวมพื้นที่ทั้งสิ้นในปัจจุบัน 66 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ทะเบียนเดิม อด. 172 รับขึ้นทะเบียน ทบ. 9 โดยหนังสือกรมธนารักษ์ที่ กค 0407/2546 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2549 และรับขึ้นทะเบียนเป็นแปลงหมายเลขที่ นภ. 428
เปิดทำการสอนครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2499 ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีนักเรียนชาย 73 คน นักเรียนหญิง 63 คน รวมทั้งสิ้น 136 คน หลังจากนั้นได้เปิดสอนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 5 และ ปีที่ 6 ปี พ.ศ. 2513 จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2535 ได้เปิดทำการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) และในปี พ.ศ.2554 ระบบการขนส่ง จราจรสะดวกมากขึ้น ประกอบกับโรงเรียนตั้งอยู่ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบล คือโรงเรียนฝั่งแดงวิทยาสรรค์ และโรงเรียนประจำอำเภอ คือ โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ ดังนั้นจึงได้จัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา และประชาคมผู้ปกครอง เพื่อขอยุบเลิกการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น และที่ประชุมก็มีมติเห็นชอบให้ยุบเลิกการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ดังนั้นปัจจุบันจึงเปิดสอนระดับชั้น อนุบาล 1 ถึง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
4. ผู้บริหารโรงเรียน
4.1 นายทองแดง แจ่มจรัส วุฒิ พ. ครูใหญ่ พ.ศ.2499 - พ.ศ.2501 ( ย้าย )
4.2 นายกมล มณีศรี วุฒิ ม.๓ ครูใหญ่ พ.ศ.2501 - พ.ศ.2505 ( ย้าย )
4.3 นายวิเชียร จันทรกอง วุฒิ พ.ป. ครูใหญ่ พ.ศ.2505 - พ.ศ.2507 ( ย้าย )
4.4 นายบัวเรียน สีหะ วุฒิ พ.ม. ครูใหญ่ พ.ศ.2507 - พ.ศ.2523 ( ย้าย )
4.5 นายบุญเกิด ชนะพาล วุฒิ พ.กศ. อาจารย์ใหญ่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ( ถึงแก่กรรม )
4.6 นายวิเชียร ศรีภูมั่น วุฒิ พ.ม., ค.บ.อาจารย์ใหญ่ เมื่อ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ถึง 5 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ( ถึงแก่กรรม )
4.7 นายชุณห์ สีดามุย วุฒิ ค.บ. รักษาการแทนในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ พ.ศ.2538 - 6 ตุลาคม พ.ศ.2538
4.8 นายสมาน บู่แก้ว วุฒิ ค.บ., น.บ. อาจารย์ใหญ่ เมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ.2538
เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 จนถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ( ย้าย )
4.9 นายชุณห์ สีดามุย วุฒิ ค.บ. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ถึง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
4.10 นายเกษม ศรีประทุม วุฒิ ค.บ. ผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2546 ( เกษียณอายุราชการ )
4.11 นายสถิตย์ นาสมยนต์ วุฒิ ศษ.ม. ผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ( เกษียณอายุราชการ )
4.12 นายสมพร เกตุแก้ว วุฒิ ศษ.ม. ผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 (ปัจจุบัน)
งานประวัติของชุมชน และงานวิจัยฮีต 12
1.ความเป็นมา ชุมชนฝั่งแดง เดิมนั้นก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 โดยเริ่มแรกมีประชากรประมาณ 35 คน บ้านเรือน ประมาณ 10 หลังคาเรือน อยู่ถัดจากฝั่งลำน้ำพะเนียง ไปทาง ทิศเหนือประมาณ 500 เมตรและมีชุมชนที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว
คือบ้านโจด (บ้านวังเซียมในปัจจุบัน) กลุ่มคนที่ย้ายมาพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดเลย และเป็นเครือญาติกัน ความเป็นอยู่ของ ชุมชนมีความเรียบง่าย พึ่งพาอาศัยกัน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกฝ้าย ปลูกยาสูบ เลี้ยงสัตว์ ธรรมชาติของพื้นที่หมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดหลังจากที่ก่อตั้งหมู่บ้านได้ไม่นานเกิดโรคระบาดขึ้น คนในหมู่บ้านจึงได้ย้ายถิ่นฐานลงมาทางทิศใต้ของลำน้ำพะเนียง เมื่อประมาณปี 2470 ได้ก่อตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ และมีผู้นำหมู่บ้านขึ้น เกิดการปกครองที่มีรูปแบบ โดยผู้นำคนแรกคือ นายใบ ยอดตา และในช่วงระยะเวลานี้เริ่มมีกลุ่มคนที่ย้ายมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อปี พ.ศ.2530 จึงได้แยกเขตปกครองออกเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านคือบ้านศรีวิไล หมู่ที่ 14 และปี พ.ศ. 2532 แยกออกอีกหนึ่งหมู่บ้านคือบ้านสง่านาเพียง หมู่ที่ 17 ปี พ.ศ. 2546 แยกอีกหนึ่งหมู่บ้าน คือบ้านฝั่งแดงกลาง หมู่ที่ 18 ปัจจุบันเป็นชุมชนที่แยกเป็นเขตหมู่บ้าน 4 หมู่บ้านแต่มี สถาบันศาสนาคือวัดร่วมกันชื่อวัดศรี-สะอาดโรงเรียนประถมศึกษาร่วมกันชื่อโรงเรียนบ้านฝั่งแดง และยังมีบ้านใกล้เคียงที่ถือว่าเป็นชุมชนเดียวกันอีกคือ บ้านวังเซียม หมู่ที่ 5 รวมเป็น 5 หมู่บ้าน มีพื้นที่ติดต่อกัน วัฒนธรรมประเพณี สภาพแวดล้อมทางสังคมคล้ายกัน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเหมือนกัน ปัจจุบันใน 5 หมู่บ้านมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด (ณ ปัจจุบัน พ.ศ.2552)701 ครัวเรือน ประชากรส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายได้ไม่เพียงพอสมาชิกในครอบครัวส่วนหนึ่ง(บิดา-มารดา)ต้องทิ้งถิ่นฐานไปทำงานต่างจังหวัดต่างประเทศโดยเฉพาะไปรับจ้างขายแรงงานในกรุงเทพมหานครคิดเป็นร้อยละ70ของครัวเรือนในเขต 5 หมู่บ้านเพราะรายได้จากการขายผลิตผลทางการเกษตรไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายงานอื่นที่ก่อให้เกิดรายได้ไม่มีแต่ในชุมชนบ้านฝั่งแดงจะมีลักษณะเด่นคือ ผู้คนในชุมชนมีความเอื้ออาทรกันยึดมั่นในวัฒนธรรม
2. ประเพณีท้องถิ่นเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ผูกพันคนในชุมชนให้เกิดความรักความสามัคคีโดยเฉพาะ ฮีต 12 คองสิบสี่ ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเครื่องเสริมสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่บ้านชาวอีสาน ให้คนมีโอกาสประกอบกิจกรรมตามประเพณีในแต่ละเดือนหรือแต่ละวาระโอกาส
“ ฮีต สิบสอง” คือ จารีต ประเพณี ที่กำหนดให้ถือปฏิบัติในแต่ละเดือนของปี ซึ่งมีอยู่ 12 ฮีต ได้แก่
ฮีตที่ 1 บุญเข้ากรรม เป็นกิจกรรมทางพระสงฆ์ที่นิยมทำกันในเดือน 1 ขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้าย จะมีญาติโยมเข้าร่วมพิธี
ฮีตที่ 2 บุญคูณลาน หรือบุญกุ้มข้าวใหญ่ นิยมทำกันในเดือนสอง หรือเดือนยี่ หลังทำนาเสร็จ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ข้าวในลานของตน
ฮีตที่ 3 บุญข้าวจี่ หรือบุญมาฆบูชา นิยมทำในเดือนสาม ขึ้น 15 ค่ำเพราะเชื่อตามตำนานของนางปุณณทาสี ที่ถวายข้าวจี่ใส่บาตรแด่พระพุทธเจ้า ดังนั้นจึงเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
ฮีตที่ 4 บุญมหาชาติ หรือบุญพระเวส นิยมทำกันในเดือนสี่ จากความเชื่อที่ว่า หากได้รับอานิสงส์จากการฟังเทศน์มหาชาติ จะได้รับอานิสงส์ ไปเกิดในโลกพระศรีอารย์ ซึ่งเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด
ฮีตที่ 5 บุญตรุษสงกรานต์ เป็นบุญสรงน้ำพระพุทธรูป ก่อกองทราย ปล่อยสัตว์ ปล่อยปลา นิยมทำกันในเดือนห้า ญาติโยมจะร่วมกันทำบุญที่วัด มีการ ปล่อยปลา ก่อกองทรายในวัดมีการขอขมา ต่อผู้ใหญ่ ตามตำนานนั้นเป็นความเชื่อที่ว่าเศียรของท้าวกบิลพรหม ที่ถูกตัดเศียรจากการทาย ปัญหา 3 ข้อกับ ท้าวธรรมบาลธิดาทั้งเจ็ดคนของท้าวกบิลพรหม จะผลัดกันนำเศียรของบิดาที่ถูกตัดมาทำพิธีกรรมแห่รอบเขาพระสุเมรทุก 365 วัน จะเปลี่ยนผลัดกันไปเรื่อยๆ
ฮีตที่ 6 บุญบั้งไฟ หรือบุญบ้องไฟ เป็นบุญที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับพระยาแถน ผู้ที่สามารถดลบันดาลให้เกิดข้าวปลาอาหาร พืชผลในท้องนาให้ อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจะต้องมีการบวงสรวงเซ่นไหว้ ในบุญนี้จะมีการทำบั้งไฟเพื่อจุดเป็นสัญญาณให้พระยาแถนรับรู้ว่า ถึงฤดูกาลทำนาแล้ว นิยมทำกันในเดือน หก
ฮีตที่ 7 บุญซำฮะ หรือบุญเบิกบ้าน นิยมทำกันในเดือน หก ถึงเดือน เจ็ด เป็นการขับไล่สิ่งเสนียด ออกจากหมู่บ้าน เชื่อกันว่า เป็นการทำบุญอุทิศส่วน กุศลส่งไปให้บรรพบุรุษด้วย จะมีการตั้งบุญคุณบ้าน สามคืนและก็จะมีการเลี้ยงปู่ตา ด้วย สถานที่ก็คือดอนตาปู่ หรือที่ที่ปู่ตา สิงสถิตอยู่
ฮีตที่ 8 บุญเข้าพรรษา เป็นช่วงที่พระสงฆ์เจ้าจะต้อง ปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรมอยู่ที่วัด ดังนั้นในบุญนี้ญาติโยม ก็จะทำบุญตักบาตร ถวายผ้าจีวร ผ้าอาบน้ำฝน ถวายเทียรเข้าพรรษา บุญนี้จะมีขึ้นเมื่อถึงเดือน 8 วันขึ้น 15 ค่ำ และเป็นวันอาสาฬหบูชา ในตอนเย็นญาติโยมก็จะพาบุตรหลาน มาร่วมกันรับศีลรับพร เวียนเทียนรอบอุโบสถ ฟังพระธรรมเทศนา
ฮีตที่ 9 บุญข้าวประดับดิน เป็นบุญที่ทำกันเมื่อถึงเดือน เก้า บุญนี้มีองค์ประกอบคือ ห่อข้าว มีทั้งของคาวและหวาน หมากพลู ห่อด้วยใบตองแล้ว นำไปวางบนพื้นดิน ช่วงนี้ข้าวกำลังโต ก็นิยมนำไปวางบน 3 คันนา ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบุญข้าวประดับดิน คือ การทำบุญอุทิศหา บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป ดังเช่นพระเจ้าพิมพิสาร ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า
ฮีตที่ 10 บุญข้าวสาก เป็นบุญที่นิยมทำในช่วงเดือน สิบ ขึ้น 15 ค่ำ เดิมนั้นคำว่าสาก มาจากคำว่าสลากเมื่อชาวบ้านนำข้าวปลา อาหาร แล้วเขียนชื่อ ตนใส่ลงในบาตรของพระ เมื่อพระท่านจับสลากได้ชื่อใครคนนั้นก็ต้องจัดเตรียมอาหารถวายในบุญนี้ญาติโยมจะพาลูกหลานคั่วข้าวเปลือกเพื่อ ทำข้าวสาก(กระยาสารท)ไปถวายพระ
ฮีตที่ 11 บุญออกพรรษา บุญนี้ทำในเดือนที่ สิบเอ็ด เป็นเดือนที่พระสงฆ์เจ้าท่าน ออกจากการจำพรรษาแล้ว ญาติโยมก็จะนำดอกไม้ ธูปเทียน ข้าว ปลาอาหาร มาร่วมทำบุญที่วัด เทศกาลนี้จะมีการจุดประทัดเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของบุญ
ฮีตที่ 12 บุญมหากฐิน บุญผ้าป่า บุญดอกฝ้าย บุญกฐินนั้นทำขึ้นในช่วงเดือน 11 ถึง เดือน 12 ญาติโยม พุทธศาสนิกชน ก็ร่วมกันตั้งกองบุญ นำกล้วย เป็นเครือ อ้อยเป็นลำ หมอน เสื่อ อัฎฐะบริขาร และสิ่งของที่เป็นมงคล นำมารวมกันที่วัดเรียกว่า กองกฐิน เพื่อถวายพระสงฆ์ ญาติโยมก็จะมี การมาฟังธรรม บางท้องถิ่นก็จะมีมหรสพสมโภช
3.“คอง สิบสี่ ” คือ การปกครอง หรือการปฏิบัติด้านการครองเรือนครองตน ให้เป็นแบบอย่างสืบทอดกันมาโดยกระทำอย่างระมัดระวัง มีสัมมาคาราวะ เคารพต่อกัน อโหสิต่อกัน กำหนดไว้ 14 ประการ ได้แก่
คองที่ 1 เมื่อได้ข้าวใหม่หรือผลไม้ที่เกิดใหม่ ให้บริจาคทานก่อนเจ้าของรับประทาน
คองที่ 2 อย่าโลบตาซัง อย่าจ่ายเงินดอก อย่ากล่าวคำหยาบช้าเสียงแข็งต่อกัน
คองที่ 3 ให้เฮ็ดต้ายและกำแพงรอบเรือนของตน แล้วปลูกหอเทวดาไว้
คองที่ 4 ให้ล้างตีนก่อนขึ้นเฮือน หรือขึ้นบันไดของตน
คองที่ 5 เถิงวันศีล 8 ค่ำ ศีล 15 ค่ำ ให้สมมาก้อนเส้า สมมาแม่คิงไฟ สมมาแม่บันไดที่ตนอาศัย จึงจะมีโชค
คองที่ 6 ให้ล้างตีนก่อนนอนเวลากลางคืน
คองที่ 7 เถิงวันศีลวันพระให้เมียเอาดอกไม้สมมาผัว และสังฆะเจ้า
คองที่ 8 เถิงวันศีลดับศีลเพ็ง ให้นิมนต์พระมาสวดมนต์เฮือนและทำบุญตักบาตร
คองที่ 9 เมื่อภิกษุมาบิณฑบาต อย่าให้เพิ่นยืนคอยเวลาใส่บาตร อย่าซูนบาตร อย่าใส่เกิบ อย่ากั้งฮ่ม อย่าอุ้มลูก จูงหลานถือว่าศัตราอาวุธ
คองที่ 10 เมื่อภิกษุเข้าปริวาสกรรม ให้นำดอกไม้ธูปเทียนและเครื่องบริขารไปถวาย
คองที่ 11 เมื่อเห็นภิกษุเดินผ่านมาให้นั่งลงยกมือไหว้แล้วจึงค่อยเจรจา
คองที่ 12 อย่าเหยียบเงาภิกษุ เพราะท่านมีศีลบริสุทธิ์ 4
คองที่ 13 อย่าเอาเงี่ยนกินไปทาน และอย่าเอาเงื่อนกินให้ผัวของตนบริโภค
คองที่ 14 อย่าเสพกามคุณในวันศีล วันเข้าพรรษา วันสงกรานต์ วันสำคัญทางศาสนา
การถือปฏิบัติตามฮีตตามคองดังกล่าว ในยุคแรกๆที่ตั้งชุมชนขึ้นนั้นมีความเคร่งครัดต่อจารีตประเพณีมาก การประกอบพิธีกรรมในแต่ละครั้งคนในชุมชนทุกคนต้องร่วมมือกัน ผู้ปกครองเด็ก หรือพ่อแม่จะชี้นำชี้แนะให้บุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมและถือโอกาสถ่ายโยงความรู้อบรมสั่งสอนแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม อบรมบ่มนิสัยไปพร้อมๆกัน เช่น งานบุญข้าวจี่ บุญมหาชาติ พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะพาลูกหลานทำข้าวจี่ ทำขนม ข้าวเกรียบ และจัดแต่งเครื่องทำบุญให้ลูกหลานนำไปร่วมทำบุญถวายพระ ร่วมฟังเทศน์การถวายกัณฑ์เทศน์ (กัณฑ์หลอน) ซึ่งกลุ่มคนในชุมชนทุกกลุ่มวัย จะให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกิจกรรม
นั้น ๆ ทุกขั้นตอน ประเพณี บุญสงกรานต์ เมื่อถึงวันทำบุญ วันที่ 13-14-15 เมษายน ทุกคนจะหยุดกิจกรรมอื่นๆ หันมาร่วมทำบุญ ร่วมกิจกรรมสนุกสนาน รื่นเริงเป็นกลุ่ม สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุญาติผู้ใหญ่ ขนทรายเข้าวัดก่อเจดีย์ทรายเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนพอถึงเทศกาลเดือนหก บุญบั้งไฟจะ
ระดมบุคคลที่มีความรู้มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการทำบั้งไฟ จะร่วมกันเพื่อจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ มาทำบั้งไฟโดยมีลูกหลาน หนุ่มสาว คอยดูแล ช่วยเหลือ เรียนรู้วิธีการต่างๆ รวมถึงการให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือในส่วนที่ตนเองทำได้ เช่น การจัดขบวนแห่ ร่วมขบวนแห่ การเซิ้งบั้งไฟ จุดบั้งไฟ และร่วมเล่นสนุกสนานใน
หมู่คณะของแต่ละกลุ่มคนถึงเทศกาลเข้าพรรษา ก็จะมีการระดมความรู้ ความสามารถ จากทุกกลุ่มคนร่วมหล่อเทียน แห่เทียนพรรษา ร่วมทำบุญ เวียนเทียนที่วัด ในระหว่างพรรษา ก็จะมีบุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน และประเพณีทอดเทียน ซึ่งคนหนุ่มสาว ผู้เฒ่า ผู้แก่ จะมีการทำกิจกรรม ร่วมทำบุญ มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนม พร้อมกับการอบรมสั่งสอน ถ่ายทอดองค์ความรู้ วัฒนธรรมต่างๆ แก่ลูกหลาน เยาวชน อยู่ตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดความผูกพัน ความเคารพนับถือกัน ของกลุ่มผู้ใหญ่และเด็ก มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ไม่เกิดช่องว่างระหว่างวัยเด็กและเยาวชนมีโอกาสแสดงออกได้ร่วมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมท้องถิ่นอยู่เสมอ สังคมยุคโลกาภิวัตน์ นโยบายของประเทศที่เน้นการพัฒนาทางด้านวัตถุ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างแม้แต่ด้านวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของท้องถิ่น เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน ในสังคมชาวชุมชนฝั่งแดง ความเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมประเพณีเริ่มเปลี่ยนแปลงตามความเจริญทางด้านเทคโนโลยี โดยแบ่งเป็นช่วงระยะเวลาได้ดังนี้ ระหว่างปี พ.ศ.2516 – พ.ศ.2517 การประปาส่วนภูมิภาค ได้ทำการเจาะน้ำบาล ณ บริเวณโรงเรียนบ้านฝั่งแดง เพื่อให้บริการชุมชนฝั่งแดง ทำให้การบริโภค อุปโภคน้ำมีความสะดวกสบายขึ้น แตกต่างจากใน
ก่อนหน้านั้น คนในชุมชนจะอาศัยน้ำบาดาล ที่ขุดเจาะเอง และใช้ก๊อกน้ำแบบโยกเอง บางครอบครัวก็จะใช้น้ำจากแม่น้ำลำพะเนียง ห้วย โดยใช้รถเข็นน้ำมาใช้ เป็นต้นมา ที่ความเจริญด้านวัตถุเริ่มเข้ามาในชุมชน โดยน้ำประปาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีก่อนสิ่งอื่น
ระหว่างปี พ.ศ.2522 – พ.ศ.2524 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เริ่มมีการวางเสาไฟฟ้า และติดตั้งสายไฟ ทำให้ชุมชนฝั่งแดงมีไฟฟ้าใช้ และเริ่มรู้จักสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่คือ โทรทัศน์ พัดลม รถไถนา รถจักรยานรถจักรยานยนต์ วิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่ละครอบครัวเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น วิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยน เริ่มมีการจ้างงานกันมากขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2526สิ่งเหล่านี้เริ่มมีบทบาทกับวิถีชีวิต การถือปฏิบัติตามวัฒนธรรม ประเพณี
ดั้งเดิม มีการปรับเปลี่ยน ไปอย่างมาก ผู้คนในชุมชนมุ่งหาเงิน เพื่อนำมาใช้จ่ายซึ่งทางวัตถุ สิ่งของตามความนิยม และความต้องการ ความอบอุ่น ความผูกพันของคนในครอบครัว มีน้อยลง การมีส่วนร่วมในอาชีพตลอดทั้งพิธีกรรมตามวัฒนธรรมประเพณีของเด็กและเยาวชนมีน้อยลงช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่และเด็กมีมากขึ้น ผู้คนเริ่มเดินทางไปทำงานต่างถิ่น(กรุงเทพมหานคร) เป็นส่วนใหญ่ จนกลายเป็นค่านิยม ครอบครัวใดที่มีคนไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร จะมีบทบาทในชุมชนอย่างมาก ถูกมองว่าเป็นคนมีเงิน เวลากลับบ้านมาก็จะมีคนไปสอบถาม เยี่ยมเยียน ทำให้เกิดเป็นกระแสทำงานต่างถิ่นขึ้นการถือปฏิบัติตามฮีต ตามคองเริ่มเปลี่ยนไป เช่น ทำแบบรวบรัด ไม่ถือปฏิบัติตามกำหนดเดือน คือ บุญคูณลาน บุญข้าวจี่ บุญมหาชาติ จะนำมามาทำร่วมกัน ทำครั้งเดียวในเดือน 4 หรือเดือน 3 แล้วแต่สะดวกบางครั้งก็นำมาทำร่วมกับบุญสงกรานต์เลยก็มี และการประกอบพิธีกรรมแต่ละครั้งลูกหลาน เด็ก เยาวชน มีส่วนร่วมน้อยลง หรือไม่มีเลย เช่นการทำข้าวต้ม ข้าวหนม(ขนม) ข้าวตอก ดอกไม้ สิ่งของทำบุญ ถวายพระผู้ใหญ่จัดทำเอง หรือซื้อสำเร็จมาเลย การชี้แนะ ชักชวนให้ลูกหลานอยากมีบทบาท มีส่วนร่วมในแต่ละกิจกรรม แต่ละขั้นตอนน้อยลงทำให้โอกาสที่พ่อแม่ผู้ปกครองผู้ใหญ่จะมีกิจกรรมร่วมกับเด็กหรือการอบรมบ่มนิสัยการถ่ายทอดความรู้ สาขาต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาในท้องถิ่นก็ลดลง ค่านิยมด้านวัตถุ และวัฒนธรรมของชาติอื่น มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของ เด็ก เยาวชน มากขึ้นเรื่อย ๆ
ระหว่าง ปี พ.ศ.2536-ปี พ.ศ.2538 อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ได้ยกฐานะเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู ความเจริญเริ่มเข้ามาในชุมชนฝั่งแดงเพิ่มขึ้น ถนนดินลูกรัง ก็กลายเป็นถนนลาดยาง ทำให้การไปมากับพื้นที่ภายนอกสะดวกยิ่งขึ้น เริ่มมีรถสามล้อ รถยนต์ จักรยานยนต์ วิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ชุมชนฝั่งแดงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
จัดเรียบเรียงใหม่และแก้ไขปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 2019-02-22 / 10:13:30 น. โดย นายยุทธสิน แสนจันทร์